หนึ่งขุมกำลังที่ทำให้คนไทยรักหนังไทยมากขึ้น
การได้รับคำชมเชย เข้าชิงรางวัลในเทศกาลหนัง อีกทั้งยังถูกซื้อเรื่องจากต่างประเทศไปทำ ดูเหมือนจะเป็นหนทางที่สวยหรูสำหรับผู้สร้างหนังไทย แต่จะมีสักกี่คนที่ย้อนกลับมาสู่จุดเริ่มต้นของความคิดที่ว่า...ทำหนังไทยอย่างไร่ให้คนไทยรักและศรัทธา วันนี้ MAXIM มาค้นหาคำตอบจากเรื่องราวชีวิตของผู้ที่มีวิถีอยู่กับโรงภาพยนตร์และหนังไทยมาโดยตลอด
คลุกคลีกับแวดวงหนังมาตั้งแต่วัยเด็ก อันที่จริงแล้วมีความชอบส่วนตัวแค่ไหนในวัยนั้นหรือเป็นเพราะคุณได้อยู่กับมันในชีวิตประจำวัน?
ต้องบอกก่อนว่าผมเติบโตมากับธุรกิจโรงหนัง คือช่วงที่ผมเกิดนั้นธุรกิจครอบครัวเค้าก็เริ่มมีโรงหนังโรงแรกกันชื่อ โรงหนังศรีตลาดพูล ด้วยความที่เราโตมากับโรงหนัง วิ่งเข้าวิ่งออกได้ดูหนังฟรี มันเลยทำให้เราโชคดีกว่าเด็กคนอื่น จนกระทั่งเราเรียนหนังสือก็ยังค้นหาตัวเองไม่เจอหรอกว่าเราอยากทำอะไรกันแน่ แถมยังเป็นเด็กที่เรียนไม่ค่อยเก่ง ยิ่งพวกวิชาเลขคำนวณเนี่ยไม่ชอบเลยแต่รู้อย่างเดียวว่าชอบวาดรูปมากๆ เรียกว่าถ้าเป็นการบ้านวิชาศิลปะทุกคนในห้องก็จะยกให้เป็นงานของผมเลย
อะไรทำให้ตัดสินใจสร้างหนังเรื่องแรก?
วันนึงได้มารู้จักกับ ปื๊ด-อังเคิล เค้ามารับจ้างเขียนในปิดหนัง แต่ทุกครั้งที่เข้ามาคุยงานปื๊ดเค้าจะมากับเพื่อนที่ไว้หนวดอีกคน เราจะคุยกันเลยเถิดไปถึงเรื่องหนังตลอดยิ่งคุยก็ยิ่งมันพอบ่อยขึ้นก็ค้นพบว่า เห้ย! สองคนนี้เค้าน่าจะทำหนังได้นะ โดยเฉพาะอังเคิลเค้าทำให้ผมเชื่อว่าต้องไปได้เพราะสิ่งที่เค้าพูดคุยออกมามันเป็นหลักการหมดเลยเล่าออกมาแต่ละฉากมันเป็นเรื่องการตัดต่อเกือบทั้งหมดเล่าอย่างละเอียด คุยกันไปคุยกันมาก็เลยรู้ว่าสองคนนี้เค้ามีโปรเจ็คอยู่ในใจเรื่องหนึ่งชื่อว่า “ซอย 15” (ซึ่งภายหลังได้เปลี่ยนมาเป็น” ซึมน้อยหน่อย กะล่อนมากหน่อย”) ผมก็คิดว่าเออเอาวะ! เพราะตอนนั้นเงินทองก็เริ่มไม่ค่อยมีใช้อยากหาอาชีพที่แน่นอนให้ตัวเอง พอตัดสินใจได้เลยต้องไปขอยืมเงินคุณพ่อซึ่งก็ไม่รู้ว่าจำนวนเงินที่จะเอามาสร้างหนังมันต้องใช้เท่าไหร่ สุดท้ายขอยืมมา 1 ล้านบาทก่อน แต่ปรากฎว่าเงินแค่นั้นมันไม่พอก็เลยไปหุ้นกับคุณอาคนเล็กอีกคน (จรัญ พูลวรลักษณ์) เค้าก็ยินดีแล้วให้มาอีก 1 ล้าน กลายเป็นเงินทั้งหมด 2 ล้านบาท ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของบริษัท ไท เอนเตอร์เทนเม้น จากวันนั้นจนถึงวันนี้ ก็ต่อยอดมาเรื่อยๆ คือพอหนังเรื่องแรกมันไม่เจ๊งก็เลยได้ทำต่อมาอีกคือ เรื่อง “ปลื้ม” มาเป็น “ดีแตก” ต่อมาก็ “ฉลุย” เป็น “กลิ้งไว้ก่อนพ่อสอนไว้” ฯลฯ จนสุดท้ายได้กำไรมาแตกหน่อเป็น จีทีเอช เหมือนเช่นทุกวันนี้ได้
ในแง่ของผู้สร้าง คิดว่ามีสูตรสำเร็จที่จะบอกได้ว่า “แบบนี้น่าทำ แบบนี้ไม่น่าทำ”?
คือพอเราทำหนังมาถึงจุดนึง ต้องบอกว่าทั้งหมดมันเป็นเพราะเรื่องของประะสบการณ์ส่วนนึงประกอบกับอีกส่วนนึงเป็นสัญชาตญาณ อันที่จริงแล้วมันตอบไม่ได้หรอกว่าหนังเรื่องนี้จะใช่หรือไม่ใช่ แต่สัญชาตญาณเป็นส่วนสำคัญมากๆ บางทีมันเป็นตัวให้คำตอบกับเรา เหมือนเกิดเสียง “กิ๊ง!” ขึ้นมาในใจแสดงว่ามันโดนแล้วสัญชาตญาณทำงานเราควรทำหนังแบบนี้ แต่ก็ต้องรู้ว่ามันเสี่ยง อย่างกรณีเรื่อง แฟนฉัน ตอนที่เราทำมันก็รู้สึกเต็มๆ เลยว่า...เป็นหนังเด็กมากๆ ถ้าเอาตามสถิติก็คงทำไมได้แน่ เพราะหนังเด็กไม่เคยทำเงินทางเราก็ไม่ได้มั่นใจมากรู้แต่ว่าบทหนังมันดีมากยังไงต้องร่วมโปรเจ็คนี้ แล้วมันก็สำเร็จนี่แหละทำให้เรารู้ว่า ความสำเร็จมันไม่ได้มาพร้อมสูตรสำเร็จ!
**ตามไปฟัง คุณวิสูตร พูดถึงวิถีชีวิตของคนทำหนังและวงการหนังไทยอีกมากมายในฉบับเดือนพฤษภาคม**


MORE STUPID FUN
