เจ้าตัวเล็กกลับมาตอบสนองความเร้าใจ และประโยชน์ใช้สอยที่คุ้มค่าอีกครั้ง
หลังจากที่กระแสรถยนต์ขนาดเล็กในบ้านเราได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง เนื่องจากความคล่องตัวและช่วยกู้สภาวะน้ำมันที่ถีบตัวสูงขึ้นๆ ทุกวัน แต่สำหรับรถยนต์ขนาดเล็กในระดับพรีเมียมที่มีเอกลักษณ์และสไตล์เป็นของตัวเองแล้ว เราว่าคุณคงไม่ยากที่จะนึกถึงเจ้าตัวเล็กแต่ปราดเปรียวอย่าง “มินิ” เป็นอันดับแรกอย่างแน่นอน
พัฒนาการที่ยั่งยืนของเจ้าตัวเล็ก
New Mini Clubman ได้ออกมาอวดโฉมยั่วน้ำลายป็นครั้งแรก ในงานบางกอกอินเตอร์เนชั่นเนล มอเตอร์โชว์ในช่วงต้นปีที่ผ่านมา เรียกได้ว่าสร้างความฮือฮาให้กับวงการยานยนต์ไม่น้อยเลยทีเดียว แม้ว่า Clubman นั้นจะมีรูปทรงที่ต่างจาก “มินิ” ทั่วไปสักหน่อย แต่ก็ยังคงปรัชญาพื้นฐานในการออกแบบ “From Original To The Original” ของมินิได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบ โดย Clubman Cooper S นั้นมีนวัตกรรมการดีไซน์พิเศษที่เรียกว่า “Door Concept” เพราะว่าโมเดลของ Clubman นั้นได้ถูกออกแบบมาให้มี 5 ประตู เพื่อให้เกิดความสะดวกสบายในการใช้งานได้ประสิทธิภาพสูงสุด กับจุดเด่นสำคัญที่ประตูหลังนั้นต่างจาก “มินิ” ในรุ่นทั่วไป ก็คือการทำให้ประตูด้านหลังมีสองบาน (Split-Door) และเปิดกว้างในแบบของตู้กับข้าวนั้นเอง จนกลายเป็นคำพูดติดปากที่ใช้เรียกเจ้า Mini Clubman ตัวนี้ นอกจากนั้นยังมีอีกส่วนสำคัญคือ “ประตู Club Door” ที่ได้ติดตั้งไว้ทางด้านขวาของ Clubman ซึ่งลักษณะในการทำงานนั้นก็จะคล้ายกับรถที่เป็นโอเพ่นแค็บทั่วไป แต่เจ้าClubman นั้นมีประตู Club Door แค่ทางด้านขวาเท่านั้น ซึ่งประเทศที่ขับรถด้วยพวงมาลัยทางด้านขวานั้นอาจจะใช้งานได้ลำบากไปสักหน่อย Club Man นั้นยังได้ยืดตัวถึงออกไปอีก 24 เซนติเมตร และยังขยายฐานล้อออกไปเพื่อรองรับตัวถึงที่ยาวขึ้น และยังมีพื้นที่ใช้สอยมากถึงกว่า 930 ลิตรด้วย ซึ่งมากกว่ารถขนาดเล็กทั่วไปพอสมควร
กินขาดด้านแรงขับเคลื่อน
ในส่วนของขุมพลังความแรงนั้น แม้ตัวจะยาวขึ้นแต่เครื่องยนต์นั้นยังคงความแรงแบบพื้นฐานของมินิไว้ได้อย่างครบถ้วน ในคราวนี้ Maxim ได้ทดลอง Clubman ความแรงระดับ Cooper S เครื่องยนต์ขนาด 1,600 CC.ที่มาพร้อมกับเทอร์โบชาร์ทเจอร์ ในระบบ Twin-Scrolled Turbo Charger ทำงานร่วมกับระบบ Gasoline Direct injections ซึ่งเป็นการฉีดน้ำมันด้วยความดันสูงเข้าสู่ห้องเผาไหม้โดยตรง ทำให้ได้ขุมพลังที่มีประสิทธิภาพสูงสุด และยังใช้ปริมาณเชื้อเพลิงต่ำอีกด้วย หลังจากที่ Maxim ได้รับกุญแจแบบตลับแป้งที่ดูแล้วแปลกตา แล้วเอาไปวางที่ฐานกุญแจให้ลงล็อค เหยียบเบรค และเพียงแค่กดปุ่ม Start เท่านั้นเสียงของเครื่องยนต์ที่มีกำลังม้าถึง 175 ตัว ก็ได้แผดเสียงคำรามเพราะๆ ออกมาให้ได้ยินกัน หลังจากที่ได้หย่อนตัวในห้องโดยสารที่ดูทันสมัย แต่แฝงไปด้วยความคลาสสิกตามสไตล์ของ “มินิ” แล้ว เราค่อยๆ ปรับเบาะนั่งที่มีความโอบกระชับแต่ไม่รู้สึกอึดอัดไปในตำแหน่งที่เหมาะสม พร้อมกับปรับระดับพวงมาลัยหนังแท้พร้อมระบบมัลติฟังก์ชั่นแบบกระชับมือ จากนั้นได้ผลักเกียร์อัตโนมัติไปที่ตำแหน่ง D จึงค่อยๆ เหยีบแป้นคันเร่งแบบรถแข่งอย่างช้าๆ เพื่อปรับความคุ้นเคยกับรถไปทีละสเต็ป ขณะเดียวกันระดับความเร็วนั้นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ (อย่างแทบไม่รู้ตัว)
**พบกับเจ้าตัวเล็กคันแรงแบบเต็มๆ กันต่อในฉบับเดือนสิงหาคม**